Translate

วันอังคารที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2558

ปิดขอบฟ้า ข้ามทะเล


 http://www.10000fah.com/image/mypic_article/k-17.jpg
     ยุคนสมัยชุนชิว องค์ชายจงเอ๋อ แห่งแคว้นจิ้น จำต้องหลบหนีลี้ภัย ไปยังดินแดนแคว้นฉี ต่อมาได้อภิเษกสมรสกับองค์หญิงฉีเจียงแห่งแค้นฉี และพำนักอยู่ในดินแดนแห่งนี้เรื่อยมา

     เมื่อคราวแรกเริ่ม มีขุนนางอยู่ 9 คน ได้ติดตามองค์ชายจงเอ๋อ อพยพเข้ามาในดินแดนแคว้นฉีแห่งนี้ด้วย  ขุนนางทั้งเก้าต่างเป็นผู้มีสติปัญญาล้ำเลิศ  มีความจงรักภักดีเป็นอย่างยิ่ง  และเขาทั้งหลายตั้งใจไว้มั่นว่า ตราบใดที่ยังมีชีวิต  สักวันหนึ่งพวกเขาพร้อมด้วยองค์ชายจงเอ๋อจักต้องหวนคืนสู่ดินแดนแคว้นจิ้นให้จงได้ เพื่อกอบกู้บ้านเมืองและฟื้นฟูแตคว้นจิ้นให้รุ่งเรืองสืบไป

     กาลเวลาได้ผ่านไปอย่างรวดเร็ว ประหนึ่งลำแสงที่พุ่งไปชัวพริบตา แม้กระนั้นก็ตามองค์ชายจงเอ๋อก็ยังไม่มีทีท่าที่คิดหวนคืนสู่ดินแดนแคว้นจิ้นแต่อย่างใด

     ขุนนางอาวุโสท่านหนึ่งในจำนวนขุนนางทั้งเก้ามีนามว่าจ้าวกุนได้กล่าวแก่ขุนนางด้วยกันว่า "พวกเราติดตามองค์ชายมาถึงแคว้นฉีแห่งนี้ ก็เพื่อขอความช่ยเหลือด้านกำลังพลจากแคว้นฉี แต่เวลานี้ก็เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาแล้วว่า ภายในแคว้นฉีมีแต่ความสับสนอลหม่าน ตามลำพังยังแทบคุ้มครองตนเองไม่ได้ ไหนเลยจะช่วยเหลือแก่พวกเราได้ ข้าคิดว่าพวกเราควรรีบออกจากแคว้นฉีไปปักหลักยังแคว้นอื่น แล้วค่อยคิดหาวิธีการต่อไปจักไม่ดีกว่าหรือ"

     ทุกคนต่างเห็นชอบด้วยกับคำเสนอแนะของขุนนางจ้าวกุน จึงร่วมกันขอเข้าเฝ้าเพื่อขอคำปรึกษาจากองค์ชายจงเอ๋อ แต่แล้วขุนนางทั้งเก้าก็ต้องผิดหวัง เพราะองค์ชายจงเอ๋อไม่เปิดโอกาสแก่พวกเขาเลย
 http://www.bloggang.com/data/peanut-nut/picture/1215937679.jpg


     หนึ่งในขุนนางทั้งเก้าร้องตะโกนขึ้นด้วยเสียงอันดัง "พวกเราละทิ้งครอบครัว   ติดตามองค์ชายมาด้วยความศรัทธา และเชื่อมั่นว่า สักวันหนึ่งองค์ชายจักต้องหวนคืนสู่แคว้นจิ้นอย่างแน่แท้  แต่เวลานี้องค์ชายกลับมัวลุ่มหลงใช้ชีวิตแสนสขตามลำพังกับฮูหยิน ทิ้งพวกเราไว้ข้างหลังไม่คิดที่จะฟื้นฟูแคว้นจิ้นเลยแม้แต่น้อย นี่ก็ผ่านไปแล้วร่วม 7 ปี ไม่เห็นว่าจะมีอะไรขึ้นมา ครั้นจะเข้าเฝ้า ดูสิพวกเราต้องมารอกันถึง 10 วัน ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะให้เข้าเฝ้าเลยอย่างนี้จะไหวหรือ

     ขุนนางฮูเอี๋ยน รีบกล่าวเตือนด้วยเสียงแผ่วเบา "พวกเราไม่ควรปรึกษากันในที่แห่งนี้" พลางขยิบตาให้ทุกคนตามเขาออกไปข้างนอก ประตูทางทิศตะวันออก ตรงไปยังสวนหม่อน "ชวนอิน"

     สวนหม่อนแห่งนี้เต็มไปด้วยต้นไม้ขนาดใหญ่มหึมา แผ่กิ่งก้านใบไม้ปกคลุมอย่างมิดชิดแทบมองไม่เห็นแสงตะวัน ขุนนางทั้งเก้าต่างนั่งล้อมวง ท่ามกลางบริเวณต้นไม้เหล่านี้เพื่อปรึกษาหารือกัน

     ขุนนางจ้าวกุนเอ่ยถามขึ้นว่า  "ท่านขุนนางฮูเอี๋ยน มีสิ่งใดที่จะให้คำแนะนำแก่พวกเราหรือ"

     ขุนนางฮูเอี๋ยนกล่าวเสนอแนะ  "ข้าคิดว่า องค์ชายจะยินยอมไปจากแคว้นฉีหรือไม่นั้นเป็นเรื่องขององค์ชาย สำคัญอยู่ที่ว่าพวกเราจะต้องไปให้ได้  พวกเราต้องเตรียมพร้อมไว้เสมอหากสบโอกาสเมื่อใดต้องรีบทูล ชักชวนองค์ชาย เสด็จออกล่าสัตว์ เพื่อฉวยวโอกาสนำตัวองค์ชายออกจากแคว้นฉีทันที มิทราบว่าทุกท่านคิดเห็นประการใด"

     ทุกคนต่างพยักหน้า ให้การสนับสนุนตามความคิดเห็นของขุนนางฮูเอี๋ยน  หลังจากประชุมลับสิ้นสุดลง  ขุนนางทั้งเก้าต่างก็แยกย้ายกันกลับไปด้วยความปิติยินดีเป็นอย่างยิ่ง
http://thai.cri.cn/mmsource/images/2011/12/30/718298aec7e148baab38bb5c6abf95d1.jpg

     แต่ว่าในขณะที่พวกเขา กำลังตั้งหน้าตั้งตาปรึกษาหารือกันอยู่นั้น หารู้ไม่ว่ามีสาวเก็บหม่อนกว่า 10  คน แอบซ่อนตัวอยู่บนกิ่งไม่้ได้ยินได้ฟังเรื่องราวแผนการลับของพวกเขาไปจนหมดสิ้น

     สาวเก็บหม่อนเหล่านั้นแท้ที่จริง แล้วคือสาวใช้ ของฉีเจียงฮูหยินนั่นเอง  สาวใช้เหล่านั้นได้นำเรื่องราวแผนการลับของขุนนางทั้งเก้ามาทูลต่อฉีเจียงฮูหยินโดยละเอียด ฉีเยียงฮูหยินเมื่อได้เยินดังนี้แล้ว เกิดความคิดขึ้นมาว่า หากปล่อยไว้่นนี้เห็นท่าจะไม่ได้การ  จึงรีบจัดการนำตัวสาวใช้เหล่านั้นไปคุมขัไว้ เพื่อมิให้ความลับถูกแพร่งพรายออกไป จนกระทั่งกลางดึกก็ให้ทหารคนสนิทเข้าไปสังหารสาวใช้เหล่านั้นเสียสิ้น

     ในคืนเดียวกันนั้นเอง ฉีเจียงฮูหยินได้นำเรื่องราวแผนการลับของขุนนางทั้งเก้าและเหตุการณ์ทั้งหมดนี้ทูต่อองค์ชายจงเอ๋อ  พร้อมกับเกลี้ยกล่อมให้องค์ชายจงเอ๋อยินยอมเสตด็จไปจากแคว้นฉี พร้อมกับขุนนางทั้งเก้า

     องค์ชายจงเอ๋อ กล่าวตอบอย่างไม่ยินดียินร้าย "เกิดมาเป็นมนุษย์ทั้งที ก็เพื่อเสพสุขเท่านั้น  เหตุไฉน จะต้องซัดเซพเนจร ข้าจะอยู่ที่นี่จนตราบชั่วชีวิต  ถึงอย่างไรข้าก็ไม่ไปจากที่นี่"

     ฉีเจียงฮูหยิน  กล่าวเตือนสติ "แคว้นจิ้นประสบภัยพิบัติ  องค์ชายไม่คิดที่จะกอบกู้คืนมาแล้วหรือ และไม่คิดแก้แค้นแทน...."

     "พอแล้ว พอแล้ว ข้าไม่ฟัง "  องค์ชายห้ามมิให้ฮูหยินกล่าวถึงอีกต่อไป พลางถอนใจแล้วกล่าวมาว่า "แฮ ข้าเกลียดชีวิตเร่ร่อน  ข้าพอใจอยูที่นี่ ข้าไม่อยากไปจากทีนี่"

http://www.bloggang.com/data/o/operahouse-tang/picture/1373281243.jpg

      รุ่งขึ้นวันต่อมา  ขุนนางทั้งเก้าได้ขอเข้าเฝ้าองค์ชายจงเอ๋อ เพื่อทูลชักชวนเสด็จออกล่าสัตว์ องค์ชายจงเอ๋อรู้เท่าทันเกิดความไม่พอใจ รีบสั่งสาวใช้ "ไปบอกขุนนางว่า ข้าไม่ต้องกมาให้เข้าเฝ้า"

     ฉีเจียงฮูหยิน เห็นเหตุการณ์มาโดยตลอด ได้รับสั่งให้สาวใช้ไปเชิญขุนนางฮูเอี๋ยน มาพบ เมื่อมาถึง ฉีเจียงฮูเหยินเอ่ยถามขุนนางฮูเอี๋ยน ถึงเรื่องที่จะทูลชักชวนองค์ชายจงเอ๋อเสด็จออกล่าสัตว์

     ขุนนางฮูเอี๋ญน "ปกติองค์ชายทรงโปรดปรานเสด็จออกล่าสัตว์ ระยะหลังองค์ชายมิได้เสด็จออกล่าสัตว์มานานแล้ว จึงคิดที่จะมาทูลชักชวน มิได้มีจุดมุ่งหมายเป็นอื่น"

     ฉีเจียงฮูหยิน  หัวเราะแล้วเอ่ยถามต่อไป  "อ้าวว แล้วจุดหมายปลายทางของการล่าสัตว์ อยู่ที่แคว้นแห่งใดกันแน่เล่า"

     ขุนนางฮูเอี๋ยน ตกตะลึงพลางคิดในใจว่า ฮูหยินทราบเรื่องราวเหล่านี้ได้อย่างไร แต่ยังคงฝืนยิ้มออกมาแล้วทูลตอบ "ไม่ใช่แห่งใดเลย ล่าสัตว์ เหตุทำไมต้องไปไกลถึงเพียงนั้น"

     ฉีเจียงฮูหยิน  กล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด  "ข้ารู้นะพวกเจ้าคิดอาศัยการออกล่าสัตว์ เป็นอุบายที่จะนำตัวองค์ชายไปจากแคว้นฉีใช่ไหม"

    อา....อา....ขุนนางฮูเอี๋ยน ยิ่งตกตะลึง จนไม่อาจทูลกับฮูหยินเช่นไรได้

     "เจ้าไม่ต้องวิตก"  ฉีเจียงฮูหยิน กล่าวด้วยน้ำเสียที่มีไมตรี  "พวกเจ้าเป็นขุนนางที่ซื่อสัตย์  และจงรักภักดี  ข้ารู้ดีว่าชีวิตจิตใจของพวกเจ้าได้มอบไว้แก่องค์ชายจนหมดสิ้น ก็เพื่อหวังที่จะกอบกู้ฟื้นฟู แคว้นจิ้น เมื่อคืนนี้ข้าเพิ่งจะเตือนสติองค์ชายแต่ก็ไม่ได้ผล  องค์ชายคงยืนยันที่จะอยู่ที่นี่ต่อไป"
http://www.uppices.com/images/99759383658013819638.jpg

     ขุนนางฮูเอี๋ยนได้ฟังดังนี้เกิดความปลื้มปิติ ยินดีเป็นยิ่งนัก "ฮูหยินเข้าใจถึงจิตใจของเข้าไอย่างถ่องแท้ทีเดียว"

    ฉีเจียงฮูหยิน  "เราต้องคิดหาวิธีที่ดีที่สุด เอาอย่างนี้แล้วกัน คืนนี้ข้าจะออกอุบายให้องค์ชายดื่มสุราอย่างเต็มที่เมื่อเห็นว่าเมาได้ที่แล้ว  พวกเจ้าต้องรีบจัดการนำตังองค์ชายขึ้นรถม้าไปทันที่ วิธีนี้เจ้าคิดว่าจะดีไหม"

     "ดีนะดีแน่  แต่...ฮูหยินเองละ..."

     "ไม่ต้องเป็นห่วงข้า  พวกเจ้าทิ้งลูกทิ้งเมียสุดที่รักมา เพื่องค์ชายโดยแท้  เหตุไฉนข้าจึงไม่อาจทนทุกข์ทรมานแม้แต่น้อยเพื่อสวามีของข้าเองเลยหรือ  และที่สำคัญที่สุด  องค์ชายเป็นที่ยึดเหนี่ยวแห่งจิตใจของเชาวจิ้น จะให้ข้าเห็นแก่ตัวเช่นนี้อีกต่อไปได้อย่างไร"

     ในที่สุดทั้งสองต่างนัดหมายกันไว้เป็นมั่นเหมาะ และแยกย้ายกันไป แล้วก็เริ่มปฏิบัติการตามแผนต่อไป

     ในคืนนั้นเอง ฉีเจียงฮูหยินได้จัดเตรียมสุราอาหารไว้เต็มโต๊ะอย่างมากมายเป็นพิเศษ

     องค์ชายจงเอ๋อ เอ่ยถามด้วยความแปลกใจ  "เหตุไฉนสุราอาหาร จึงมากมายเช่นนี้"

     ฉีเจียงฮูหยิน กล่าวอย่างมีเลศนัย "ก็องค์ชายจะต้องเดินทางไกล ข้าต้องจัดเลี้ยงส่งเป็นพิเศษ"

     "เหลวไหล ใครว่าข้าจะเดินทาง ข้าเกลียดการเร่ร่อน"

     "แล้วถ้าหากข้าจะเดินทาง องค์ชายจะไปกับข้าด้วยไหม"

     "ข้าไม่ไปจากที่นี่ และก็ไม่ไปจากเจ้า อย่างเด็ดขาด"

     "องค์ชายไม่หนีไปจากข้าจริงๆ  นะ องค์ชายมิได้กล่าวเท็จต่อข้า ใช่ไหม บอกข้าสิ" ฉีเจียงฮูหยินกล่าวออกมาด้วยใบหน้าที่มีความปีติยินดีเป็นยิ่งนัก

     "ใครจะโกหกเจ้า ชายชาตรีอย่างข้าพูดคำใหนคำนั้น"

     "โอ้สวรรค์  ข้ามีความสุขที่สุด"  ฉีเจียงฮูหยินแสร้างทำเป็นว่า มีความสุขอย่างเหลือล้น  และแล้วก็ทูลชักชวนองค์ชายจงเอ๋อร่วมดื่มสุราด้วยความเบิกบาญสำราญใจ

     มินานนักองค์ชายจงเอ๋อ ก็เริ่มมีอาการมึนเมา  แต่ฉีเจียงฮูหยินคงรินสุราเชิญชวนให้ยกจอกดื่มสุราต่อไปจอกแล้วจอกเล่า ในที่สุดองค์ชายจงเอ๋อก็หมดสติฟุบลงบนโต๊ะอาหาร

     ทั้นใดนั้น ขุนนางทั้งเก้า ต่างทะยอยกันเข้ามาและแบกองค์ชายจงเอ๋อ ขึ้นรถมาที่รอไว้

     สิ้นเสียงแส้ที่โบยลงหลังม้า ม้าได้วิ่งฮ่อลากรถนำตัวองค์ชายจงเอ๋อพรน้อมขุนนางทั้งเก้าออกจากแคว้นฉีไปอย่างเร่งรีบ โดยที่ไม่มีบุคคลภายนอกอื่นใดล่วงรู้ถึงเหตุการณฺ์ในครั้งนี้เลย แผนการทั้งหมดนี้ได้ดำเนิการสำเร็จลุล่วงไปได้ ด้วยดีโดยสะดวกทุกขั้นตอน
 http://pbs.twimg.com/media/B-MHpenCQAAH6zW.jpg
     ฉีเจียงฮูหยินได้แต่ยืนนิ่งมองดูรถม้าวิ่งห่างออกไป ห่างออกไป และแล้วน้ำตาก็ไหลรินออกมานองหน้า  มันเป็นน้ำตาแห่งความปลืมระคนกับความขมชื่นที่หลั่งออกมาจากส่วนลักในจิตใจ  มันเป็นสิ่งนอกเหนือที่ฉีเจียงฮูหยินจะบังคับมันได้  แต่อย่างไรก็ตามภายใตก้ารควบคุมแห่งจิตใจของฉีเจียงฮูหยินเต็มไปด้วยความเข้าใจอันดียิ่งว่า "เป้าหมายแห่งชีวิตขององค์ชายจงเอ๋อ มีความสำคัญยิ่งใหญ่เหนือกว่าสิ่งใดๆ ทั้งปวง"



    
     


วันอาทิตย์ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

บัณฑิตกับหมวก100ใบ


บัณฑิตหนุ่มผู้หนึ่งจะเดินทางไปสมัครทำราชการในเมืองหลวง
เมื่อไปร่ำลาอาจารย์ของเขา อาจารย์จึงได้อบรมสั่งสอนว่า
การไปรับราชการทำงานอยู่ในราชสำนักนั้น
จะต้องรักษาเกียรติและรักษาหน้าที่ของตนให้ดีที่สุด
เมื่อเข้าไปเป็นคนใหม่ ต้องรู้จักเคารพผู้อาวุโสด้วย
...
บัณฑิตหนุ่ม ได้ฟัง ก็ตอบอย่างยิ้มแย้มว่า
ข้าทราบดีขอรับท่านอาจารย์
.
ดังนั้นข้าจึงได้เตรียมหมวกไปด้วย 100 ใบ
หากข้าพบใครก็จะให้หมวกเขา 1 ใบ
รับรองว่าทุกอย่างจะราบรื่นแน่นอนขอรับ
อาจารย์ได้ยินเช่นนั้น จึงกล่าวว่า
เจ้าเป็นถึงบัณฑิตสมควรแล้วหรือที่จะยกย่องชมเชยทุกคนที่พบปะ
บัณฑิตหนุ่ม ยิ้มเล็กน้อย และรีบชี้แจงว่า
คนส่วนใหญ่ในโลกนี้ล้วนแต่ชอบการยกยอปอปั้น
ใครจะเหมือนอย่างท่านอาจารย์ล่ะขอรับ
ท่านอาจารย์ไม่เคยหวั่นไหว จากการยกย่องชมเชยใดๆทั้งสิ้น
อาจารย์พยักหน้า พลางกล่าวว่า
ถูกต้องแล้ว เจ้าเข้าใจได้ถูกต้องแล้ว
บัณฑิตหนุ่มค้อมศีรษะคารวะกราบอาจารย์แล้วยิ้มแย้มเอ่ยขึ้นว่า
บัดนี้หมวกของข้าเหลือแค่ 99 ใบแล้ว ขอรับท่านอาจารย์
…..

วันพุธที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

นักปราชญ์กับศิษฐ์



     ในรัชสมัย พระเจ้าฮ่องเลี้ยนเต้ ราชวงศ์ถัง  มีนักปราชย์ชื่อดังคนหนึ่งในแคว้น เขามีลูกศิษฐ์ลูกหามากมาย  หนึ่งในศิษฐ์ของเขาก็มี " อาเต๋า " ลูกชายเจ้าของโรงเตี๊ยมชื่อดังรวมอยู่ด้วย

      อาเต๋า นั้นถือว่า เป็นศิษฐ์เอกของนักปราชญ์ท่านนี้ นอกจากนี้ อาเต๋าเอง ก็ยังมีความเคารพนับถือ และศรัทธาในตัวอาจารย์ของเขาเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเรื่องอะไร เขาก็จะเห็นดีเห็นงามไปกับอาจารย์ของเขาทุกอย่าง

     จนกระทั่งวันหนึ่ง  อาจารย์ของเขา ได้เกิดการท่องกลอนผิดขึ้น แทนที่ อาเต๋า จะรีบท้วงติง กับเห็นดีเห็นงามไปกับอาจารย์ด้วย ว่า กลอนที่อาจารย์ท่องผิดนั้น มีความไพเราะเพราะพริ้งกว่ากลอนเดิม  นอกจากนี้ อาเต๋า ก็ยังดำเนินชีวิต ตามแบบ อาจารย์ มาชนิดถอดด้ามทุกกระเบียดนิ้ว



     เมื่อท่านอาจารย์ นักปราชญ์ ได้เห็นการกระทำ ของ อาเต๋า เช่นนี้ จึงได้คิดใคร่ครวญ ว่า ไม่สมควรจะปล่อยให้ อาเต๋า เป็นเช่นนี้  เพราะแม้ว่า การเคารพครูบาอาจารย์ นั้นจะดี  แต่ การเคารพนับถือแบบนี้ นั้นไม่เป็นผลดี ต่อตัว อาเต๋า เองอย่างแน่แน้

    วันหนึ่ง ท่านอาจารย์ จึงได้พาอาเต๋า ไปที่บ้านหลังหนึ่ง ซึ่งมีฐานะค่อนข้างจนและทรุดโทรม  จากนั้น ก็สั่งให้อาเต๋า เข้าไปในบ้านหลังนั้น แรกเริ่มนั้น อาเต๋า คิดว่า อาจารย์ของเขาจะให้เอาเงินมามอบให้กับหญิงสาวคนหนึ่งที่ใส่เสื้อผ้าซ่อมซ่อ ที่อยู่กับลูกน้อยแต่เพียงลำพังภายในบ้าน  แต่เรื่องกลับเป็นไปในทางตรงกันข้ามที่เขาคิด



     "แม่นาง เจ้าจงไปเอาเงินมาให้ข้าเดี๋ยวนี้ ไวๆ เอาเงินของเจ้ามาให้ข้าเยอะๆ ข้าอยากได้เงินของเจ้า"  อาจารย์ของอาเต๋ากล่าว กับหญิงสาว

    "ท่านนักปราชญ์ ท่านก็รู้ว่าข้าไม่มีเงิน"  หญิงสาวคนนั้น กล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ปนหวาดกลัว

    "ชิชะ เฮอะ เจ้าโกหกข้า อาเต๋า เจ้าจงไปค้นบ้านนาง แล้วเอาเงินของนางมาให้ข้า"

อาเต๋าเมื่อได้ยินอาจารย์สั่งเช่นนั้นก็ตกใจ  จึงไม่กล้าทำตามที่อาจารย์สั่ง ได้แต่ยืนนิ่งๆ ไม่ไหวติง

    "อาเต๋า เจ้ากล้าขัดคำสั่งอาจารย์ อย่างนั้นรึ"

    "แต่ แต่  " อาเต๋า พยายามจะคัดค้าน

    "ไม่มีแต่อาเต๋า ข้าสั่งเจ้าจงรีบทำตามข้า เดี๋ยวนี้" อาจารย์ของเขาตวาด

   เมื่อได้ยินดังนั้น อาเต๋าจึงเดินไปค้นหา ทรัพย์สินเงินทอง ในบ้านของหญิงสาว ซึ่งก็เงินไม่มากเท่าไหร่ เมื่อเขาได้เงินมาตามที่อาจารย์สั่ง เขาก็ยื่นเงินนั้นให้กับอาจารย์ อาจารย์รับมอบถุงเงินอย่างภาคภูมิใจ

   "ครั้งหน้า เจ้าจงเตรียมเงินให้มากกว่านี้ ไม่เช่นนั้น ข้าจะมาพังบ้านของเจ้าให้ราบคาบ"

อาจารย์ กล่าวกับหญิงสาวก่อนเดินลับไป



เหตุการณ์ก็เป็นเช่นนี้เรื่อยๆ  จนหลายๆครั้งเข้า วันหนึ่ง อาเต๋าจึงสงสัยถามอาจารย์ของเขาว่า

    "ท่านอาจารย์ ทำเช่นนี้ไม่ถูก ทำเช่นนี้ไม่ใช่วิสัยของคนดี"  อาเต๋ากล่าวตัดพ้อกับอาจารย์

    "ข้าเป็นอาจารย์ของเจ้านะ ข้าว่าถูกก็ต้องถูกสิ" อาจารย์ของเขากล่าว

    "ไม่ นี่คือการเบียดเบียนคนจน" อาเต๋าไม่ลดละ

    เมื่อได้ยินคำพูดของอาเต๋า อาจารย์ของเขาก็ยิ้มออก ในที่สุดเจ้าก็รู้แล้วสินะ ว่าอาจารย์ของเจ้านั้น ไม่ได้ทำอะไรถูกหมดเสียทุกอย่าง  ถึงแม้ว่าข้าจะเป็นอาจารย์ของเจ้า เป็นนักปราชญ์ ที่คนทั้งแผ่นดิน นับหน้าถือตา แต่บางครั้ง ก็มีเรื่องที่ทำผิดพลาดเช่นเดียวกัน ชีวิตเป็นของเจ้า  เจ้าควรจะดำเนินชีวิตเป็นแบบชีวิตของเจ้า ไม่ใชตามแบบข้า เพราะชีวิตใคร ก็มีชะตาชีวิตของมัน


สุภาษิต สอนใจ

  "จงให้ความสนิทสนมกับนักปราชญ์  แต่ไม่ใช่ทำตามเขา ทุกอย่างโดยจนหมดสิ้น"
   

วันจันทร์ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

เดินเร็ว เดินช้า

    


       แม้ว่า บางครั้ง อาจไม่ได้อยู่ในช่วงหน้าฝน แต่ก็มีบางครั้ง บางคราว ที่ธรรมชาติแปรปรวน ก่อให้เกิดพายุ  และอาจมีฝนตก มาอย่างไม่มีปีมีขลุ่ย  ซึ่ง โดยปกติ คนส่วนใหญ่ เมื่อเจอลม เจอ ฝน ก็จะต้องรีบวิ่งเข้าที่กำบังหลบฝน  แม้ว่า จะไม่ได้่ช่วยอะไรมากมาย เพราะว่าฝนหลงฤดูนั้น ส่วนมากจะเป็นห่าใหญ่ ที่แม้ว่าเรา จะรีบสักปานใด ก็จะยังคงต้องเปียกเหมือนเดิม

      ในขณะที่ หมู่ชนคนกลุ่มใหญ่ ต่างวิ่งแตกตื่นหลบฝนหลบพายุอยุ่นั้น กลังมีชายหนุ่มผู้หนึ่งนามว่า "อาเต้า"   อาเต้า เป็นพ่อค้าขาย หมั่นโถว อยู่ที่ในตลาด  ซึ่งในวันนั้น เขาปิดร้าน เพื่อมาทำธุระในต่างเมือง  และเมื่อถึงขากลับ ฝนกลับตกมาพอดี



     ตอนที่ลมฝน พัดคะนอง ฝนตกอยุ่นั้น อาเต้า กลับเดินฝ่าสายฝน ทอดน่องไปเรื่อยๆ เหมือนกับว่า สภาวะการณ์ปกติ ไม่มีลมฟ้าฝนคะนอง และเหมือนกับว่า ไม่มีสายฝน ลงเทรดชุ่มฉ่ำกับตัวเขาเลย  แต่ที่สำคัญ ที่หลายคนมองอย่างแปลกใจคือ ในตัวเขา ไม่มีเครื่องป้องกันฝนใดๆเลย  ไม่ว่าจะเป็นเสื้อ หรือว่าร่มกันฝนก็ตาม

     ในขณะนั้นเอง อาเวิ่น  ซึ่งเป็นเพื่อนสหายของเขานั้น ก็กำลังวิ่งฝ่าสายฝนมาพอดี  ก็เห็นสหายของตนเอง เดินอย่างไม่อนาทรร้อนใจใดๆเลย จึงกล่าว เอ่ยถามด้วยความสงสัยว่า

     "อาเต้า ทำไมเจ้าไม่รีบเดินเสียเล่า ฝนตกหนัก ฟ้าลมคะนองปานนี้"

      เมื่ออาเต้า ได้ฟังคำกล่าวของสหายที่ห่วงใยเขา เขาจึงกล่าวตอบไปว่า

     "ฝนตกหนักเช่นนี้ ไม่ว่าจะวิ่งหรือเดินช้าๆ ก็ย่อมจะเปียกเหมือนกันหมด แล้วข้าจะวิ่งไปใยเล่า หากว่าข้าวิ่งไปแล้วนั้น เกิดลื่นล้มขึ้นมา แข้งขาเคล็ดไม่แย่ไปกันใหญ่รึ  ก็เหมือนกับตอนที่เรากำลังมีปัญหาหนักนั่นแหละ  การรีบร้อน ก็จะทำให้เราทำอะไรผิดพลาดได้ง่าย แต่หากว่าเราค่อยๆคิด ค่อยๆ ทำ แม้ว่าจะเปียกหน่อย แต่ก็ช่วยทำให้เราไม่เจ็บ หรือเสียหายหนักได้ ไงเล่าสหาย"




สุภาษิตสอนใจ  

   "เมื่อเปียกแล้วรีบร้อนก็ไร้ประโยชน์   เมื่อเกิดปัญหา แล้วร้อนรนก็ไร้ค่า"

วันอาทิตย์ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

ลูกโซ่




     ณ ชายป่าแห่งหนึ่ง ณ เเคว้น ต้าเหลียง   มีตั๊กแตนตัวหนึ่ง  กำลังจ้องมองหาเหยื่อเพื่อจะกินเป็นอาหาร  ทันใดนั้นเอง เจ้าตั๊กแตนเหลือบไปเห็น จักจั่น ตัวหนึ่ง กำลังเกาะอยู่ตรงกิ่งไม้ เจ้าตั๊กแตน จึงคิดจะจับ เจ้าจักจั่น กินเป็นอาหารในวันนี้ และชีวิตของมัน คงจะมีความสุข อิ่มท้องอย่างแน่นอน

     ในขณะที่ เจ้าตั๊กแตน จ้องมอง เพื่อที่จะตะครุบ เจ้าจักจั่นเป็นอาหารอยู่นั้น ก็มีนกตัวหนึ่ง เกาะกิ่งไม้อยู่ที่สูง ตาของมันจ้องมองมาที่เจ้าตั๊กแตน เพื่อหวังจะ ได้ลิ้มรสโอชะเนื้อตั๊กแตนเป็นอาหารของวันนี้  มันมองด้วยความกระหยิ่ม เอาละ อีกสักครู่ เจ้าได้เป็นอาหารของข้าแน่ๆในวันนี้



     และในขณะเดียวกันนั้นเอง  "อาต้า" เด็กน้อยในหมู่บ้านใกล้ชายป่า  กำลังออกล่าหายิงสัตว์ป่าเพื่อไปเป็นอาหารในวันนี้  เมื่อมันเห็นเจ้านก เกาะกิ่งไม้นิ่งๆ อยู่บนคาคบกิ่งไม้ ไม่ไหวติง  เด็กน้อย จึงยกหนังสติ๊ก เล็งไปที่เจ้านกโชคร้ายตนนั้น  เพื่อที่จะได้เอานกตัวนี้ไปให้แม่ทำอาหารให้กินในวันนี้

     จังหวะนั้นเอง เจ้าตั๊กแตน เข้าขยุ้ม เจ้าจักจั่นเป็นอาหารในทันที เจ้านกไม่รอช้า ตะครบเจ้าตั๊กแตนเป็นอาหารในทันใด และในขณะที่นก กำลัง ขย้ำกินเจ้าตั๊กแตนโชคร้าย อาต้า ก็ง้างหนังสะติ๊ก เล็งยิงเจ้านกตัวนั้นอย่างเต็มที่  ถูกเข้าอย่างจัง อาต้าจึงได้นกไปเป็นอาหารเย็นในวันนี้





สุภาษิตสอนใจ

"เมื่อจ้องจะโจมตีผู้อื่น  ย่อมเปิดหลังให้ผู้อื่นโจมตี"

ชายแปลกหน้ากับคนขายปาท่องโก๋



       ณ ตลาดของเมืองจิ่งหง  มีพ่อค้าขายปาท่องโก๋คนหนึ่ง ซึ่งขายปาท่องโก๋ในตลาดนี้มานาน จนมีชื่อเสียง ในความอร่อยของปาท่องโก๋ และฝีมือการทอดของเขา  ไม่ว่าใครก็ตาม ที่เข้ามาในตลาดนี้ จะต้องอุดหนุน ปาท่องโก๋ของเขาอย่างสม่ำเสมอ  แน่ละว่า พ่อค้าคนนี้ จะต้องมั่นใจ และภูมิใจ ในฝีมือของตนอย่างแน่นอนพอสมควร

        จนกระทั่งวันหนึ่ง ในขณะที่ ช่วงสายๆของวัน ลูกค้าเริ่มบางตา  ไม่ค่อยจะมีคนมาแวะซื้อปาท่องโก๋ของเขาแล้ว  ด้วยความไม่ยุ่ง  เขาจึงจัดแจง ทอดปาท่องโก๋ของเขา อย่างประณีต และบรรจง 

        ก็มีชายแปลกหน้าคนหนึ่ง  มายืนมองการทอดของเขาแล้ว ก็ส่ายหน้า พลางรำพึง เหมือนคนที่เห็นอะไรไม่ถูกไม่ควรสักอย่าง  ด้วยความสงสัย เขาจึงถามชายแปลกหน้าว่า

        "ไม่ทราบว่า พี่ชาย มีธุระอันใดกับข้าหรือไม่ " พ่อค้าปาท่องโก๋ถามชายแปลกหน้า

         "เปลืองน้ำมัน ทอดปาท่องโก๊แบบนี้เปลืองน้ำมันตายเลย " ชายแปลกหน้ากล่าว

        เมื่อได้ยินคำของชายแปลกหน้าที่เขาไม่รู้จัก  คนขายก็รู้สึกตกใจในทันที อีกทั้งชายแปลกหน้า แต่งกายดูภูมิฐาน  และมีท่าทีทรงภูมิ เขาคิดว่า ชายคนนี้ อาจมีความรู้เรื่องการทอดปาท่องโก๋เป็นอย่างดี เขาจึงรีบเชื้อเชิญ ชายแปลกหน้า เข้ามาในร้านและเลี้ยงดูปูเสื่อเป็นอย่างดี




         "พี่ชาย  ท่านมาจากที่ใดเล่า โปรดชี้แนะ การทอดป๋าท่องโก๋แบบไม่เปลืองน้ำมันให้แ่ก่ข้าด้วยเถิด" คนชายปาท่องโก๋กล่าว  แต่ว่า ชายแปลกหน้า ก็นั่งนิ่ง กล่าวเพียงสั้น ๆ ว่า

         "เปลืองน้ำมัน ทอดแบบนี้เปลืองน้ำมัน"

          เมื่อได้ยินดังนั้น  พ่อค้าป่าท่องโก๋ จึงเอา ปาท่องโก๋ ขนมอย่างดีภายในร้าน รวมถึงน้ำชาอย่างดี มาต้อนรับขับสู เพิ่มมากขึ้น เมื่อชายแปลกหน้า กินดิ่มจนเสร็จดีแล้ว ก็มีสีหน้าท่าทางยิ้มแย้มดีขึ้นกว่าเก่ามาก  ทำให้คนขายปาท่องโก๋ เริ่มีความหวังว่า จะได้สูตรเด็ดๆ ในการทำปาท่องโก๋ให้อร่อยกว่าเดิม หรือาจได้เคล็ดลับใหม่ๆ เพิ่มมากขึ้น  เขาจึงรีบถามชายแปลกหน้าว่า

        "พี่ชาย  ท่านขอกข้าได้รึยังท่าน ทำอย่างไร ข้าจะทอดปาท่องโก๋ได้ แบบไม่เปลืองน้ำมัน"

     เมื่อได้ยินคนขายปาท่องโก๋ รนรานที่จะถาม ชายแปลกหน้าจึงหัวเราะ แล้ว ตอบกลับ ด้วยน้ำเสียงที่จะขบขันว่า 

         "ไม่ยากหรอก หากว่าเจ้าไม่อยากจะเปลืองน้ำมัน ก็หันไปขายหมั่นโถว ซาลาเปาก็สิ้นเรื่อง"



สุภาษิต สอนใจ

"เราไม่อาจจะมองคนได้จากคำพูดและการกระทำ "

"คนเขลาย่อมจะเป็นเหยื่อของผู้มีปัญญา"

คนขี้ขโมย




      ครั้งหนึ่ง มีชาย นามว่า "อาเว่ย"  เขาอยู่ในหมู่บ้านชนบทเล็กๆแห่งหนึ่ง ซึ่งอยู่ห่างไกลจากเมืองหลวงของจีน   เป็นหมู่บ้านที่สงบ ชาวบ้านต่างทำมาหากิน รักใคร่กลมเกลียว มีความสามัคคี และมีความสุขหมู่บ้านหนึ่ง

      "อาเว่ย" นั้น เป็นเด็กกำพร้า บิดา มารดานั้นตายแต่น้อย หมดแล้ว  ซ้ำฐานะทางบ้าน ก็ขัดสนพอสมควร  มีอยู่วันหนึ่ง อาเว่ย นั้น หิวเหลือกำลัง ไม่มีแม้แต่ข้าวสาร จะกรอกหม้อ หุงกินในวันนี้  เรียกได้ว่า ลำบากยากเข็ญพอสมควรสำหรับเขาในวันนี้  มืดแปดด้านไปหมด อาเว่ยคิดแล้วคิดอีกจะทำอย่างไรดี  เขาจึง ออกเดินไปเรื่อยๆ เผื่อข้างหน้าจะมีอะไรให้เขากินประทังความหิวได้บ้าง

      อาเว่ยเดินมาถึง บ้านหลังหนึ่ง ซึ่งแม่บ้านหลังนี้ ได้ทำหมั่นโถวแล้ววางเอาไว้หน้าบ้าน  ด้วยความหิว และ ณ ตอนนั้น ปลอดคน อาเว่ย จึงถือวิสาสะ ขโมยหมั่นโถวนั้นกินทันที




     และด้วยความหิวและความอร่อย อาเว่ยกินหมั่นโถวจนหมด  เจ้าของบ้านก็โผล่มา  เมื่อมองไม่เห็น เห็นแต่อาเว่ยอยู่แต่หน้าบ้านแต่เพียงผู้เดียว เขาจึงนึกได้ว่า เรื่องราวนั้นเป็นอย่างไร

      "อาเว่ย นี่เจ้าขโมยหมั่นโถวข้าเหรอ "

       "ข้าเปล่า" อาเว่ยกล่าวตอบ ด้วยเสียงสั่น ด้วยกลัวที่ว่าอาจถูกลงโทษที่ขโมย

       "เปล่าอะไรอาเว่ย หลักฐานคาตาชัดๆขนาดนี้"  เจ้าของหมั่นโถว โวยวายเสียงดัง ด้วยเป็นหมู่บ้านเล็กๆ เมื่อมีเสียงโวยวายดังลั่น ชาวบ้านแถวนั้น จึงมาดูว่ามีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น

      เมื่อชาวบ้านทุกคนมาถึง ต่างมุงดูและเห็นเศษหมั่นโถวติดอยู่ที่ปากของ อาเว่ย  ทุกคนจึงตัดสิน ว่า อาเว่ยผิดจริง เพราะหลักฐานที่ติดอยุ่นั่นเอง

       เวลาผ่านไปเนิ่นนาน  หลังจากความผิดในครั้งนั้น อาเว่ยก็ไม่ได้ ทำผิดอะไรอีกเลย เขายังใช้ชีวิต ตามประสา ไปเรื่อยๆ

       จนกระทั่งวันหนึ่ง  อาเว่ยได้รับจดหมายจากน้องสาวของขา  ให้ไปหาซึ่งน้องสาวอยู่หมู่บ้านใกล้ๆกัน กับหมู่บ้านที่เขาอยู่  เพื่อให้พี่ชายไปเยี่ยมเยียนบ้าง  เพราะว่า น้องสาวของเขานั้น จะย้ายตามสามี ซึ่งจะต้องไปทำงาน ที่เมืองอื่นที่อยู่ห่างไกลออกไปอีก  ซึ่งอาจจะไม่ได้เจอหน้ากันอีกเลย  อาเว่ย จึงรีบเดินทางออกจากหมู่บ้านไปหา



       ประจวบเหมาะพอดี กับเวลาที่อาเว่ย ออกไปเยี่ยมน้องสาว  มีโจนคนหนึ่ง เข้ามาในหมู่บ้านของเขา  และขโมยม้าขอบคนในหมู่บ้านไป  หมู่บ้านที่เคยสงบ ไม่เคยมีขโมยขโจร จึงเกิดความโกลาหลขึ้นอีกครั้งหนึ่ง

       "ม้าของข้าหายไปได้อย่างไร ต้องมีคนมาขโมยม้าของข้าไปแน่ๆ"  เจ้าของม้าที่หายกล่าว

       "ต้องเป็นอาเว่ยแน่ๆ " มีเสียงหนึ่งดังขึ้นมาจากกลุ่มชาวบ้าน  และคนอื่นๆ ก็พลอยพยัก ลงความเห็นไปพร้อมๆกัน  เพราะว่าในหมู่บ้านนี้ ไม่เคยเกิดเหตุการณ์แบบนี้มาก่อน  นอกเสียจากเรื่องที่ อาเว่ยเคยเป็นขโมยหมั่ยโถวนั่นเอง

      เมื่ออาเว่ย กลับมาที่บ้าน ก็ต้องเจอกับคนในหมู่บ้านที่ยืนรอเขากลับมาอยู่เต็มบ้านไปหมด  และพอมาถึง ทุกคนก็รุมด่าว่าเขา เป็นคนขโมยม้าไปขายมา

      "ข้าเปล่า ข้าไปเยี่ยมน้องสาวข้ามา"อาเว่ยพยายามอธิบาย  แต่ก็ไม่มีใครเชื่ออาเว่ยเลยสักคน  จากนั้น ทุกคนก็ค้นตัวอาเว่ย ก็เจอกับเงิน ที่น้องสาวอาเว่ยให้ไว้เอาตั้งตัว จะได้ไม่ต้องลำบากอีกต่อไป

      เมื่อทุกคนเห็นอาเว่ยมีเงินมากมาย จึงคิดว่า เป็นเงินที่อาเว่ย ขโมยม้าไปขาย จึงยึดเงินนั้นให้เจ้าของม้า และไล่อาเว่ยให้พ้นออกจากหมู่บ้านไป


สุภาษิตสอนใจ

  "ทำชั่วแม้เพียงครั้งเดียว ย่อมจะถูกสงสัยไปตลอดกาล"